App.skipToContent

คุณกำลังมองหาอะไร?

ลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน ปี 2569 : อนามัยพยากรณ์

กรมอนามัย พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับคุณ

08.06.2569
0
0
แชร์
08
มิถุนายน
2569

          สถานการณ์ความร้อนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องและบางพื้นที่มีค่าดัชนีความร้อนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (สีแดง) มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กรมอนามัย โดยกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันตนเองจากความร้อนของประชาชน ผ่านเครื่องมือ “อนามัยเซอร์เวย์” เพื่อการติดตามสถานการณ์อาการและพฤติกรรมในการป้องกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการวางแผนและการสื่อสารในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน โดยสำรวจตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย มีผู้ตอบแบบสำรวจรวม 753 คน สรุปผลการสำรวจอนามัยเซอร์เวย์ เข้าถึงได้ที่ https://hfd.anamai.moph.go.th/th/survey/243201

          สำหรับรายงานอนามัยพยากรณ์ฉบับนี้ ได้นำข้อมูลจากอนามัยเซอร์เวย์ข้างต้น มาวิเคราะห์เพื่อศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อนในช่วงฤดูร้อน ปี พ.ศ.2569 โดยศึกษาสถานการณ์ผู้ที่มีอาการและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากความร้อน รวมทั้งวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการจากความร้อน  เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการสื่อสารคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน สรุปผลดังนี้

          1. ผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน พบว่า มีผู้ที่มีอาการที่เกี่ยวข้องกับความร้อนอย่างน้อย 1 อาการขึ้นไป ถึงร้อยละ 49.87 โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปวดศีรษะ ร้อยละ 21.75 เวียนศีรษะ สับสน มึนงง ร้อยละ 16.71 และเบื่ออาหาร ร้อยละ 9.42

          2. พฤติกรรมในการป้องกันตัวเองจากความร้อน พบว่า พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำได้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ร้อยละ 85 รองลงมาคือ ล้างมือให้สะอาด ร้อยละ 87.93 และงดดื่มสุรา ร้อยละ 86.07 อย่างไรก็ตาม ยังมีพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำได้น้อยที่สุด ได้แก่ การตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้าน มีผู้ปฏิบัติเป็นประจำเพียงร้อยละ 39.92 และงดดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ร้อยละ 30.90

          3. กลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มพบอาการจากความร้อน จากคำถามว่า “วันนี้คุณมีอาการอะไรบ้าง” ที่ผู้ตอบเลือกตอบอย่างน้อย 1 อาการขึ้นไป (จาก 10 อาการ) นำมาจัดกลุ่มเป็นมีอาการอย่างน้อย 1 อาการขึ้นไป เพื่อนำมาทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างอาการจากความร้อนกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล และ 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรม โดยสรุปได้ดังนี้

              3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างอาการจากความร้อนและปัจจัยส่วนบุคคล ด้วยสถิติ Chi-Square Test ที่ระดับนัยสำคัญ P-value < 0.05 พบว่า เพศ อายุ โรคประจำตัว ความเป็นเมือง อาชีพ ความกังวล มีความสัมพันธ์กับอาการจากความร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ที่มีอาการจากความร้อนมีแนวโน้มเป็นเพศหญิง มีช่วงอายุระหว่าง 15-24 ปี เป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว อาศัยอยู่ในพื้นที่ อบต. มีอาชีพว่างงานหรือเกษียณ และกลุ่มที่มีความกังวลสูงว่าความร้อนจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

              3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างอาการจากความร้อนและพฤติกรรมการป้องกันตนเองแยกรายพฤติกรรม (10 พฤติกรรม) ด้วย Multivariate Logistic Regression แสดงด้วยค่า Adjusted Odd Ratios ที่ปรับด้วยปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับอาการจากความร้อน (ได้แก่ เพศ อายุ โรคประจำตัว ความเป็นเมือง อาชีพ ความกังวล) พบว่ามีพฤติกรรมป้องกันตนเองที่มีความสัมพันธ์กับอาการจากความร้อน ใน 7 พฤติกรรม ได้แก่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือ สวมเสื้อผ้าสีอ่อน เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมอุปกรณ์ป้องกันแดด งดดื่มสุรา และงดน้ำหวานน้ำอัดลม โดยผลของการหาขนาดของความสัมพันธ์ระหว่างอาการกับพฤติกรรม แยกรายพฤติกรรมข้างต้น พบว่า

                   1) ผู้ที่ไม่ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะมีอาการจากความร้อน เป็น 2.29 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ ระหว่างวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ

                   2) ผู้ที่ไม่ล้างมือให้สะอาดก่อน/หลังรับประทานอาหารหรือเข้าห้องน้ำ มีความเสี่ยงที่จะมีอาการจากความร้อน เป็น 2.28 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำ

                   3) ผู้ที่ไม่สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายเหงื่อได้ดี น้ำหนักเบา ไม่รัดรูป มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเป็น 1.92 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำ

                   4) ผู้ที่ทำงาน เล่นกีฬา กลางแดดจ้าเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเป็น 1.70 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่หลีกเลี่ยงการทำงาน เล่นกีฬา กลางแดดจ้า

                   5) ผู้ที่ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันแดด เช่น สวมหมวก แว่นกันแดด ทาครีมกันแดด และกางร่ม เมื่ออยู่กลางแจ้ง มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเป็น 1.57 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้เป็นประจำ

                   6) ผู้ที่ดื่มสุรามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเป็น 1.70 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่ม

                   7) ผู้ที่ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมเป็นประจำ มีความเสี่ยงมีอาการเป็น 1.70 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่งดดื่มน้ำหวานน้ำอัดลม

          ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมกับการพบอาการจากความร้อน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยส่วนบุคคลหรือพฤติกรรมใดเป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดอาการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้สามารถใช้ประกอบการกำหนดประเด็นสื่อสารและส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมในช่วงอากาศร้อนได้

          โดยสรุป ผลการพยากรณ์ผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน พบว่า

          - ประชาชนเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ ร้อยละ 49.87 มีอาการที่เกี่ยวข้องกับความร้อนอย่างน้อย 1 อาการ อาการที่พบมาก เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง หากไม่ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม อาการดังกล่าวอาจรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มพบอาการสูง ได้แก่ เพศหญิง กลุ่มเยาวชนอายุ 15–24 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้อาศัยในพื้นที่ อบต. และกลุ่มผู้ว่างงานหรือเกษียณอายุ รวมทั้งผู้ที่มีความกังวลสูงว่าความร้อนจะกระทบต่อสุขภาพ

          - ผลการพยากรณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการป้องกันตนเอง มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะดื่มน้ำสะอาด การล้างมือเป็นประจำ การสวมเสื้อผ้าสีอ่อนหรือระบายอากาศได้ดี เป็นต้น ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดอาการได้ถึง 2 เท่า 

 

ข้อเสนอแนะต่อกรมอนามัย

         1. สื่อสารสร้างความตระหนักรู้และเน้นย้ำพฤติกรรมที่ผลการวิเคราะห์ระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอระหว่างวันโดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ การล้างมือให้สะอาดก่อน/หลังรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ และการแต่งกายให้เหมาะสมเพื่อลดการสัมผัสความร้อนโดยตรง

         2. ส่งเสริมให้ประชาชนปรับพฤติกรรมเพื่อลดการสัมผัสความร้อนและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อน เช่น การหลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังกายกลางแดดจัดเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ป้องกันแดด การงดดื่มสุรา และการลดการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการจากความร้อนและดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในช่วงอากาศร้อน

         3. เฝ้าระวังอาการจากความร้อนอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อน โดยให้ความสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น

             - ผู้มีโรคประจำตัว จัดทำฐานข้อมูลและระบบติดตามอาการในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าปกติ เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

             - กลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีความกังวลสูงเกี่ยวกับความร้อน ควรมีการพัฒนารูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และมีเนื้อหาที่ช่วยลดความวิตกกังวลโดยเปลี่ยนเป็นการให้ความรู้ในการจัดการตนเองที่ถูกต้อง

             - การดูแลกลุ่มว่างงานและผู้เกษียณอายุ โดยจัดกิจกรรมหรือศูนย์พักพิงความเย็นในชุมชนสำหรับกลุ่มที่อยู่ติดบ้าน เพื่อลดโอกาสการสะสมความร้อนในร่างกาย

ไฟล์ที่เกี่ยวข้อง

อนามัยพยากรณ์ เรื่อง ผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน
ขนาดไฟล์ 266KB
ดาวน์โหลด 18 ครั้ง
ดาวน์โหลด
แจ้งไฟล์เสีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมอนามัย
เรามีสาระสุขภาพดีๆ
ส่งตรงถึงคุณ
ทุกวัน