กรมอนามัย พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับคุณ
ชวิศา แก้วสอน
มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์มีแนวโน้มความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ อันเนื่องจากปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยาที่เอื้อต่อการสะสมของฝุ่นละออง ประกอบกับกิจกรรมของประชาชน เช่น การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่งที่หนาแน่น รวมถึงกิจกรรมในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ทั้งนี้ เทศกาลตรุษจีน ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น การจุดธูป การเผากระดาษเงินกระดาษทอง รวมถึงการจุดประทัด ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
กรมอนามัยจึงได้จัดทำรายงานอนามัยพยากรณ์ฉบับนี้ขึ้น เพื่อสำรวจสถานการณ์พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,044 คน ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2568 ด้วยแบบสอบถามอนามัยโพล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยสรุปผลได้ดังนี้
1) พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ผู้ตอบระบุว่ามีกิจกรรมที่จะปฏิบัติหลากหลาย แต่พบว่ามีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง ได้แก่ การจุดธูป/เทียน ร้อยละ 12.3 รองลงมาคือ การเผากระดาษเงิน กระดาษทองและสิ่งของที่เป็นกระดาษเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ร้อยละ 10.1 และการจุดประทัด ร้อยละ 7.0 ตามลำดับ ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน
2) พฤติกรรมการป้องกันตนเองในช่วงเทศกาลตรุษจีน
พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นละอองที่พบว่าผู้ตอบปฏิบัติได้มากที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ ไม่จุดธูป/ไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง ร้อยละ 65.0 รองลงมาคือ สวมหน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่น ร้อยละ 61.4 และทำความสะอาดบ้านหรือที่พักอาศัยให้สะอาดปลอดฝุ่น ร้อยละ 60.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พบพฤติกรรมการป้องกันตนเองที่ปฏิบัติน้อย คือ ไม่เผาขยะ ร้อยละ 42.8 และจัดทำห้องปลอดฝุ่น ร้อยละ 14.1 ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 พฤติกรรมการป้องกันตนเองในช่วงเทศกาลตรุษจีน
3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน
เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการปรับพฤติกรรมด้วยการสื่อสารสร้างความรู้ที่ถูกจุด จึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยใช้ตัวแปรพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น 8 ข้อข้างต้น มาสร้างตัวแปรใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ที่ตอบว่าปฏิบัติได้เป็นประจำตั้งแต่ 3 ข้อ ขึ้นไป จากพฤติกรรมการป้องกันตนเองทั้งหมด 8 ข้อ (หรือมากกว่าค่าฐานนิยมของผู้ตอบรวมทั้งหมด) จัดอยู่ในกลุ่มที่มีพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระดับดี
ผลการทดสอบความสัมพันธ์เบื้องต้นด้วย Chi-square Test พบว่า ช่วงอายุ พื้นที่อยู่อาศัย ระดับการศึกษา อาชีพ และภูมิภาค มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value <0.05 และเมื่อนำมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยใช้ Binary และ Multivariable Logistic Regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และภูมิภาค โดยพบว่า กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่ากลุ่มอายุ 15 - 24 ปี 24.94 เท่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาประถม/มัธยมศึกษาตอนต้น มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี 2.63 เท่า สำหรับในด้านอาชีพ พบว่า ผู้ที่มีอาชีพค้าขาย/รับจ้าง มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีน้อยกว่าพนักงานบริษัท 0.5 เท่า ขณะที่ผู้ที่มีอาชีพแม่บ้าน/พ่อบ้าน มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่าพนักงานบริษัท 4.35 เท่า นอกจากนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร 3.17 และ 4.61 เท่า ตามลำดับ
บทสรุป
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประชาชนส่วนใหญ่มักปฏิบัติกิจกรรมตามประเพณีและความเชื่อเพื่อบูชาเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดฝุ่นและส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะการจุดธูป/เทียน การเผากระดาษเงินกระดาษทอง และการจุดประทัด และเมื่อพิจารณาด้านพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทอง การสวมหน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่น และการทำความสะอาดบ้านเพื่อลดการสะสมของฝุ่นภายในที่พักอาศัย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าพฤติกรรมบางประการมีการปฏิบัติในระดับค่อนข้างต่ำ ได้แก่ การจัดทำห้องปลอดฝุ่น และการงดเผาขยะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการส่งเสริมให้มีการปฏิบัติมากขึ้น
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และภูมิภาค โดยกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่ากลุ่มอายุ 15 – 24 ปี ขณะที่ผู้ที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้นมีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้มากกว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระดับการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันตนเองที่เหมาะสม สำหรับในด้านอาชีพ พบว่า ผู้ประกอบอาชีพแม่บ้าน/พ่อบ้านมีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่าพนักงานบริษัท ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย/รับจ้างมีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีน้อยกว่า อาจเนื่องมาจากลักษณะงานและบริบทการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น นอกจากนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มในการป้องกันตนเองได้ดีมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจสะท้อนถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่ และรูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถดำเนินพฤติกรรมป้องกันตนเองได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเองเท่าที่ควร
โดยภาพรวม ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระดับที่ดี แต่ยังคงมีพฤติกรรมบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ ความแตกต่างด้านช่วงวัย ระดับการศึกษา อาชีพ และบริบทพื้นที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตน ซึ่งผลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรการสื่อสารความเสี่ยงและการดำเนินงานเชิงรุกที่มีความเฉพาะเจาะจงตามลักษณะกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ผู้ที่อยู่ในเขตเมือง และกลุ่มอาชีพที่มีข้อจำกัดในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันตนเองควบคู่กับการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะ
1) การสื่อสารความเสี่ยงและการสร้างความรอบรู้
- พัฒนารูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งมีแนวโน้มพฤติกรรมการป้องกันตนเองต่ำกว่ากลุ่มสูงอายุ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น สื่อออนไลน์ อินโฟกราฟิก และคลิปวิดีโอสั้น ควบคู่กับการสื่อสารผ่านสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ สถานบริการสาธารณสุข รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เช่น ป้ายโฆษณาหรือบอร์ดตามจุดต่าง ๆ
2) การลดแหล่งกำเนิดฝุ่น
- รณรงค์ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น การลดจำนวนการจุดธูป การเลือกใช้ธูปไฟฟ้าหรือธูปขนาดสั้น การลดการเผากระดาษเงินกระดาษทอง การหลีกเลี่ยงการจุดประทัดในพื้นที่ชุมชน รวมถึงการจัดให้มีพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมที่เหมาะสม
- นำผลการศึกษาไปใช้ทบทวนและปรับปรุงข้อแนะนำในการปฏิบัติตนช่วงเทศกาล พร้อมดำเนินการสื่อสารเชิงรุกก่อนเทศกาลผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
3) การดำเนินงานในระดับชุมชน
- บูรณาการการดำเนินงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชน และศาสนสถาน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพบแนวโน้มพฤติกรรมการป้องกันตนเองต่ำ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นและแนวทางป้องกันตนเองที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่
- สนับสนุนให้สถานประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ลดการสัมผัสฝุ่น จัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม และให้ความรู้แก่กลุ่มอาชีพที่มีแนวโน้มป้องกันตนเองต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพค้าขาย/รับจ้าง
| สถานการณ์พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น และปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน.pdf |
ขนาดไฟล์ 184KB
ดาวน์โหลด 1 ครั้ง
|
ดาวน์โหลด
แจ้งไฟล์เสีย |